วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

ถ้ำปุ่ม ถ้ำปลา ถ้ำเสาหินพญานาค

นอกจากดอยต่าง ๆ ไร่ชาและวัดสวย ๆ แบบศิลปะล้านนาแล้ว เชียงรายยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจอย่างถ้ำตามหุบเขาด้วย ถ้ำที่น่าสนใจได้แก่ ถ้ำปุ่ม ถ้ำปลา และถ้ำเสาหินพญานาค มีรายละเอียดการท่องเที่ยวดังนี้

1. ถ้ำปลา อยู่ภายในวัดถ้ำปลา ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 5 บ้านห้วยปูแกง ต.โป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทางเข้าวัดอยู่ตรงทางแยกป้อมตำรวจ ให้เลี้ยวซ้าย ซึ่งแยกดังกล่าวจะอยู่เลยแยกทางไปดอยตุงอีกแยกหนึ่ง เข้ามาไม่ลึกมากนักก็จะถึง
ภายในวัดจะมีทั้งส่วนที่เป็นพุทธสถานให้สักการะขอพร และส่วนที่เป็นถ้ำต่าง ๆ ได้แก่ถ้ำปลาและถ้ำกู่แก้วที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งถ้ำปลานั้นเป็นถ้ำที่อยู่ใต้ภูเขาหินปูน มีลำธารน้ำใสไหลออกมาทางปากถ้ำ โดยต้นน้ำคือน้ำตกห้วยแล้ง ถ้ำเป็นโพรงหินกว้างประมาณ 2.5 เมตร สูงราว ๆ 1.5 เมตร และน้ำลึก 0.5 เมตร  นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปด้านในเพื่อนมัสการพระทรงเครื่อง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะพม่าที่ชาวบ้านเลื่อมใสกันมาก และชมฝูงปลานานาชนิดที่แหวกว่ายชุกชุมอยู่ในลำธาร โดยในอดีตจะมีเพียงปลาท้องถิ่นหาดูยากอย่าง ปลาพวงหิน หรือ ปลาพุง ลักษณะคล้ายปลาช่อนที่มีเกล็ดแต่เป็นสีน้ำเงินเข้ม ข้างลำตัวมีแถบสีเงินคาด ตัวยาวประมาณคืบหนึ่ง และปลาหีบไม้ แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวได้นำปลาสวยงามชนิดอื่น ๆ มาปล่อยที่นี่มากมาย เช่น ปลาคาร์พ ปลาเงินปลาทอง ปลาไน ฯลฯ รวมทั้งเต่าด้วย นอกจากนี้ยังมีฝูงลิงจำนวนมากอาศัยอยู่บริเวณถ้ำ เป็นลิงสายพันธุ์เดียวกับลิงในจังหวัดกาญจนบุรี โดยลิงเหล่านี้มักจะลงมาหาอาหารจากนักท่องเที่ยวเป็นประจำ



2. ถ้ำปุ่ม อยู่ในเขตบ้านดง หมู่ที่2 ตำบลโป่งงาม ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันกับวัดถ้ำปลา โดยถ้ำนี้อยู่บนผาสูง ทางขึ้นถ้ำเป็นบันไดไม่ชันมาก เหนือปากถ้ำมีรูปปั้นสิงห์เก่าแก่อายุกว่า 200 ปีอยู่ ภายในถ้ำมีหินงอกเป็นปุ่ม (ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์) ทำให้ได้ชื่อว่า ถ้ำปุ่ม เมื่อเดินลึกเข้าไปประมาณ 60 เมตร ทางเดินด้านขวาจะปรากฏหน้าผาสูงประมาณ 3.80 เมตร กว้างประมาณ 1.50 เมตร ผานี้มีหินย้อยอยู่เรียงรายกันราวกับสายน้ำตกสวยงามมาก และหากเดินต่อไปอีกราว 28 เมตร จะพบทางเดินแยกไปทางขวามือ ระหว่างทางมีบ่อน้ำใสที่ชาวบ้านเรียกกันว่า บ่อน้ำทิพย์ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 เมตร จากนั้นเมื่อเดินได้ระยะทางราว 110 เมตรจะเจอแนวหินย้อยอีกแนวหนึ่งที่เป็นริ้วสีขาวเรียงต่อกันอย่างงดงาม สุดท้ายจะพบพระพุทธรูปตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ปลายถ้ำให้สักการะ

3. ถ้ำเสาหินพญานาค อยู่สุดปลายทางของแหล่งท่องเที่ยวถ้ำ ไม่ไกลจากวัดถ้ำปลาและถ้ำปุ่มมากนัก สามารถเดินทางไปได้ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยหากเดินไปให้เลาะไปตามขอบของอ่างเก็บน้ำทางทิศใต้ ถ้ำแห่งนี้มีลักษณะเป็นโพรงสูงขึ้นไป มีหินงอกเป็นแท่งๆ ซ้อนกันคล้ายเสาบ้าน จึงได้ชื่อว่า ถ้ำเสาหิน ถ้ำมี 3 ชั้น ภายในมีปล่องเป็นโพรงจากเพดานสูงของถ้ำลงมาด้านใน ทำให้แสงอาทิตย์ลอดเข้ามาสะท้อนกับหินงอกเป็นรูปร่างเหมือนเสา สวยงามตระการตา ในชั้นที่ 2 และ 3 จะต้องปีนป่ายผาและแง่หิน เป็นถ้ำที่เหมาะมากสำหรับนักผจญภัยที่รักความตื่นเต้นท้าทาย ควรพกอุปกรณ์ช่วยในการสำรวจถ้ำมาด้วยเพื่อความปลอดภัย
การเดินทาง: จากอำเภอแม่จันมุ่งหน้าไปทาง อ.แม่สาย ให้ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 10 แล้วเลี้ยวที่ทางแยกซ้ายมือ ณ หลักกม. 877-878 ปากทางเข้าเป็นตลาดบ้านถ้ำ มีป้ายบอกทางไปวัดถ้ำปลาอย่างชัดเจน ระยะทาง 1.5 กม. ผ่านบ้านโป่งงาม วัดถ้ำปลาอยู่สุดถนน ถ้ำปลาอยู่ทางด้านซ้ายมือ ห่างจากลานจอดรถประมาณ 100 ม.

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม: องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งงาม ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย โทร. 053-709582ต่อ 11

ดอยลังกา



ดอยลังกา
เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำหรับเหล่าสาวกนักปีนเขาเดินรวมทั้งผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่าที่ครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องไปพิชิตยอดเขาอันสูงตระหง่านของดอยลังกานี้ให้ได้ โดยดอยลังกาแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติขุนแจที่ครอบคลุมบริเวณรอยต่อของสามจังหวัดด้วยกันได้แก่ จังหวัดเชียงราย ลำปากและเชียงใหม่ โดยดอยแห่งนี้ถือเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดอยู่ในลำดับที่ 5 ของประเทศไทยโดยมีความสูงถึง 2,000 เมตร ด้วยความสูงจึงทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่กว้างขวางและวิวทิวทัศน์ที่งดงามยากจะหาที่ใดเหมือนได้ ซึ่งเป็นที่น่าจดจำของนักเดินทางที่ได้ไปเยือนยิ่งนักเพราะจะได้เก็บภาพความทรงจำและความประทับใจตลอดเส้นทางกับความงามธรรมชาติที่สร้าสรรความหลากหลายผสมผสานกันระหว่างป่าดิบเขา ป่าสนและทุ่งหญ้าบนที่ราบสูงทำให้ไม่รูสึกจำเจกับสองข้างทางที่ผ่านไปนอกจากนั้นยังจะพบดอกไม้หลกสีสันนานาพันธุ์อีกด้วย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่จะมีดอกกุหลาบขาวดอยลังกาที่จะมีความงามเป็นพิเศษ บริเวณนี้ยังเป็นป่าดิบที่มีความอุดมสมบูรณ์มากอีกทั้งยังเป็นป่าที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำลาวอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถรับชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดท่ามกลางธรรมชาติขุนเขาที่คุ้มค่ากับการเดินทางที่ครั้งหนึ่งในชีวิตไม่ควรพลาดเลยทีเดียว
สำหรับผู้ที่สนใจเดินป่านั้นก็ได้มีเส้นทางเดินป่าไว้โดยอาจต้องใช้เวลาในการเดินป่าทั้งสิ้น 4 วัน 3คืนด้วยกัน ซึ่งเป็นเวลาที่เป็นการคุ้มค่ากับการเดินทางที่จะทำให้ไม่เหนื่อยและไม่เป็นการเร่งรีบจนเกินไป  ในการเดินป่าในอุทยานแห่งชาติขุนแจนั้นต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง และต้องเตรียมอุปกรณ์ค้างแรมมาเอง ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคมเป็นช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว ผู้สนใจเดินป่าและพักค้างแรมติดต่อได้ที่อุทยานแห่งชาติขุนแจ ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย 57260 โทร. 0 5316 3364, 08 4489 2173 หรือ กรมอุทยานแห่งชาติฯ โทร. 0 2562 0760 www.dnp.go.th

( แหล่งที่มา : http://www.tourdoi.com/doi/langkaluang/general.htm )


ดอยแม่สลอง



ดอยแม่สลอง
    ดอยแม่สลองเป็นอีกหนึ่งดอยที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ที่ ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง อากาศเย็นสบายตลอดปี รายได้หลัก มาจากการปลูกชาอู่หลง ที่นี่เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสันติคีรี ชุมชนชาวจีนที่อพยพมาตั้งแต่ พ.ศ.2504 ปัจจุบันมีชาวเขาอาศัยอยู่หลายเผ่า ความน่าสนใจของดอยสลองอยู่ที่ ความสวยงามของธรรมชาติ อากาศเย็นสดชื่น วัฒนธรรมชาวเขา และสถานที่ท่องเที่ยว
ดอยแห่งนี้เหมาะมากที่จะแวะมาท่องเที่ยวในฤดูหนาวช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ มาพักผ่อนที่นี่จะได้สัมผัสอากาศเย็นๆ ชมวิวทะเลหมอกแล้วจิบน้ำชาหอมๆ อุ่นๆ ไปพลาง จากนั้นเดินเล่นไร่ชา ทักทายชาวเขา ที่มีเครื่องแต่งกายสีสันสดใสและเครื่องเงินห้อยระย้าสวยงามเป็นเอกลักษณ์ แล้วเดินกินลมใต้ร่มนางพญาเสือโคร่งสีชมพูอมขาวที่บานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลอง หรือที่รู้จักกันว่าเป็นซากุระเมืองไทยที่หาดูได้ยากมาก
แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ไร่ชาเขียวขจีลดหลั่นเป็นขั้น ที่ชิมชาฟรีและสอนวิธีชงชา ไร่ชาที่มีชื่อเสียงคือ ไร่ 101 ใกล้ที่พักคุ้มนายพล และไร่ชาวังพุฒตาล
สุสานนายพลด้วนอยู่บนเนินเหนือหมู่บ้าน แยกขึ้นไปทางด้านข้างคุ้มนายพลรีสอร์ต ประมาณ 1 กม. สุสานตกแต่งสวยงาม มีประวัติศาสตร์ให้ศึกษา และยังเป็นจุดชมวิวที่ยอดเยี่ยมทั้งชมวิวหุบเขาและชมดอกนางพญาเสือโคร่งด้วย
อนุสรณ์สถานอดีตทหารจีนคณะชาติภาคเหนือประเทศไทย เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. ค่าเข้าชม 30 บาท โทร. 0 5376 5170, 0 5376 5180
กิจกรรมแปลกใหม่ คือ ขี่ม้าชมทิวทัศน์รอบหมู่บ้านเจียงจาใส
นอกจากนี้อีกหนึ่งจุดชมวิวที่สวยงามมาก คือ พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี เหนือหมู่บ้านสันติคีรีไปทางเหนือ ราวๆ 4 กม.มีถนนลาดยางตัดขึ้นไปถึงพระบรมธาตุฯ แต่ถนนคดเคี้ยว ที่นี่เป็นจุดสูงสุดของเทือกเขาดอยแม่สลอง มองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล และพระอาทิตย์ตกดิน
การเดินทางสะดวก เป็นถนนลาดยางตลอดสาย ใช้เส้นทางเชียงราย-แม่จัน 28 กิโลเมตร เลยจากอำเภอแม่จันไป 1 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายไป 23 กิโลเมตร ผ่านหมู่บ้านผาเดื่อ ซึ่งเป็นจุดแวะชมและซื้อหัตถกรรมชาวเขา จากนั้นเดินทางจากบ้านอีก้อสามแยก (ทางขวาไปหมู่บ้านเทิดไทย) ตรงไปดอยแม่สลอง ระยะทาง 10 กิโลเมตร รวมระยะทางจากเชียงราย 64 กิโลเมตร และจากดอยแม่สลองมีถนนเชื่อมต่อไปถึงบ้านท่าตอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทาง 45 กิโลเมตร
ในกรณีไม่ได้ขับรถมาเองให้ขึ้นรถประจำทางจากตัวเมืองเชียงรายไปต่อรถสองแถวที่ปากทางขึ้นดอยแม่สลอง โทร. 08 1024 0813 (ค่ารถคนละ 50 บาท เหมา 400 บาท ไป-กลับ 800 บาท)

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่ ศูนย์ประสานงานนำเที่ยวชุมชุน HOMESTAY และกางเต็นท์ โทร. 0 5371 0024, 08 5038 6362 อบต. แม่สลองนอก โทร. 0 5376 5129

พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง

ดอยตุง    นอกจากจะมีพระธาตุดอยตุงที่เป็นที่เลื่อมใสแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างมาก คือ พระตำหนักดอยตุงหรือ พระตำหนักสมเด็จย่านั่นเอง ตัวสถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมมีกลิ่นอายล้านนาและความเรียบง่าย รอบพระตำหนักรายล้อมด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ ทำให้ที่นี่สวยงามร่มรื่นย์มาก

    พระตำหนักดอยตุง ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดโครงการพัฒนาดอยตุงฯ โดยพระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2530 พระองค์ทรงแปรพระราชฐานมาทรงงานที่นี่ และนับได้ว่าเป็น บ้านหลังแรกของพระองค์
    พระตำหนักสร้างอยู่บนเนินเขา ทำให้มองเห็นทิวทัศน์กว้างไกล ลักษณะเด่นคือ เป็นศิลปะแบบล้านนา บ้านปีกไม้ มีกาแล ผสมกับลักษณะบ้านพื้นเมืองของชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่เรียกว่า ชาเลต์ (Swiss Chalet) มีไม้แกะสลักเป็นเชิงชายลายเมฆไหลอ่อนช้อย เน้นความเรียบง่ายแต่ใช้สอยได้อย่างครบครัน มีสองชั้นและชั้นลอย สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษคือ เพดานดาวที่มีตำแหน่งของดาวเรียงกันเหมือนเช่นในวันพระราชสมภพ นอกจากนี้ยังสามารถเข้าชมห้องบรรทมและห้องทรงงานที่สงบ เรียบง่าย แต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป รอบพระตำหนักตกแต่งเป็นสวนสวยงามด้วยดอกไม้หลายสายพันธุ์ บริเวณยอดเขารอบพระตำหนัก มีเจ้าหน้าที่นำชมเป็นรอบ ๆ ละ 20 นาที เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 07.00-17.30 น. ค่าเข้าชมสำหรับบุคลทั่วไป 90 บาท ผู้สูงอายุและนักเรียนนักศึกษา 45 บาท (โปรดแสดงบัตร) บัตรเข้าชม 3 แห่ง คือ พระตำหนัก, สวนแม่ฟ้าหลวง และหอแห่งแรงบันดาลใจ ราคาสำหรับบุคลทั่วไป 190 บาท ผู้สูงอายุและนักเรียนนักศึกษา 90 บาท
    พระตำหนักดอยตุงตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง สามารถเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 (เชียงราย - แม่สาย) ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร ถึงบริเวณ กม. 870-871 มีป้ายบอกทางแยกซ้ายไปพระตำหนักดอยตุงเป็นระยะทางอีก 17 กิโลเมตร หากต้องการใช้บริการรถสองแถวขึ้นดอยตุง ติดต่อ บ.ดอยตุงท่องเที่ยว โทร. 0 5366 7433 ดอยตุงลอด์จ โทร. 0 5376 7067 โดยจะเป็นรถสองแถวสีม่วง บริเวณปากทาง รถออกตั้งแต่ 07.00 น. มีรถออกทุก 20 นาที
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม: โครงการพัฒนาดอยตุง ต. แม่ฟ้าหลวง อ. แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

โทร / แฟ็กซ์ 0-5376-7015-7, 0-5376-7003 โฮมเพจ / เว็บไซต์ : http://www.doitung.org

วนอุทยานภูชี้ฟ้า



วนอุทยานภูชี้ฟ้า
    วนอุทยานภูชี้ฟ้าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว ท้องที่บ้านร่มฟ้าทอง หมู่ที่ 9 และบ้านร่มฟ้าไทย หมู่ที่ 10 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย สถานที่แห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบที่เกิดจากความขัดแย้งทางความคิดและนโยบายการบริหารการปกครองระหว่างกลุ่มคนที่จัดตั้งตนเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องเข้ามาปราบปรามหลังจากมีเหตุการณ์นองเลือด แต่หลังจากเรื่องราวต่างๆได้คลี่คลายลง ความสงบสุขได้กลับคืนสู่ผืนป่าอีกครั้ง ความสวยงามของสถานที่แห่งนี้จึงได้ถูกค้นพบและบอกเล่ากล่าวขานกันเรื่อยมา
    วนอุทยานแห่งนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1200-1628 เมตร มีหน้าผาสูงที่มีแนวยื่นเข้าไปในประเทศลาว และสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น จุดนี้เองที่เป็นจุดชมวิวที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่ง อากาศบนยอดเขาแห่งนี้จะค่อนข้างเย็นแต่มีฤดูกาลเป็นลักษณะแบบมรสุมเมืองร้อน แบ่งเป็น 3 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์
    วนอุทยานแห่งนี้นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาในช่วงฤดูหนาวเพื่อที่จะได้สัมผัสอากาศที่หนาวเย็น และได้ชมความงามของดอกชงโคป่าสีขาวที่ออกดอกบานสะพรั่ง นอกจากนี้การเดินทางมาในช่วงนี้ยังจะได้สัมผัสทะเลหมอกที่เหมือนดั่งประโยคที่ว่า สายหมอกโอบกอดขุนเขาสามารถกางเต็นต์พักผ่อนได้
การเดินทาง
ภูชี้ฟ้าอยู่ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ประมาณ 144 กิโลเมตร การเดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ไปยังภูชี้ฟ้าได้ตามแนวเส้นทางดังนี้
1.จากอำเภอเมืองเชียงรายไปอำเภอเทิง ผ่านสามแยกโรงเรียนภูซางวิทยาคม บ้านสบบงและสามแยกบ้านม่วงชุมแล้วเดินทางต่อไป ก็จะถึงภูชี้ฟ้า
2.ไปตามทางหลวงจังหวัดสาย 1093 ผ่านน้ำตกภูซาง ด่านบ้านฮวก
เส้นทางสายนี้เป็นทางลาดยาง 104 กิโลเมตรและทางดินลูกรัง 40 กิโลเมตร ผ่านจุดท่องเที่ยวสำคัญ 3 แห่งได้แก่ น้ำตกภูซาง (อุทยานแห่งชาติภูซาง) ด่านบ้านฮวก หมู่บ้านชายแดนไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงดอยผาหม่น


ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม: วนอุทยานภูชี้ฟ้า (หัวหน้าฯ 08 1883 4510) หรือ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.เทิง ที่ว่าการ อ.เทิง โทร.053-795345

สามเหลี่ยมทองคำ



สามเหลี่ยมทองคำ
    ความอัศจรรย์ของสามเหลี่ยมทองคำคือ นักท่องเที่ยวจะได้ชมทั้งสามประเทศในสถานที่เดียว คือ ไทย พม่า และลาว สามเหลี่ยมทองคำอยู่ห่างจากเชียงแสนไปทางทิศเหนือ 9 กิโลเมตร ตามถนนเลียบริมแม่น้ำโขง สบรวกเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวมาพบกับแม่น้ำรวกซึ่งกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศ พม่า ในอดีตนั้นสามเหลี่ยมท่องคำเป็นแหล่งค้าขายยาเสพติดขนาดใหญ่ระดับโลกด้วยความได้เปรียบทางทำเลที่ติดต่อกับหลายประเทศ  แต่ปัจจุบันได้รับการดูแลจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม
     จากชมวิวนักท่องเที่ยวจะมองเห็นดินแดน ซึ่งเชื่อมดินแดน 3 ประเทศ เข้าด้วยกัน โอบล้อมด้วยลำน้ำทอดยาวสงบนิ่ง ที่สบรวกมีบริการเรือให้เช่าเพื่อเดินทางไปชมทิวทัศน์บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ใช้เวลาเดินทาง 20 นาที และยังสามารถเช่าเรือจากสบรวกไปยังเชียงแสนและเชียงของได้ใช้เวลาเดินทาง 40 นาที และ 1 ชั่วโมงครึ่ง ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีซุ้มที่สวยงามให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกโดยมีฉากหลังที่สวยงาม อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ นมัสการพระเชียงแสนสี่แผ่นดิน หรือ พระพุทธนวล้านตื้อ ประทับนั่งบนเรือแก้วกุศลธรรมขนาดใหญ่ ประดิษฐานกลางแจ้ง สร้างขึ้นด้วยทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่โดดเด่น อาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์มีความงดงามจับตา  แล้วยังมีของที่ระลึกจำหน่ายมากมาย

    การเดินทาง: สามารถใช้รถยนต์ส่วนตัวขับมาได้อย่างสะดวก  โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 10  เมื่อผ่านอ. แม่จันเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1016 (แม่จัน-เชียงแสน) ระยะทาง 29 กิ โลเมตร ก่อนถึงกำแพงเมืองเกาเชียงแสนมีสี่แยกบายพาส เลี้ยวซ้ายมีป้ายบอกทางไปสามเหลี่ยมทองคำ หรือเลือก ทางตรงไปผ่านอำเภอเชียงแสน จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบน้ำโขงอีก 12 กิโลเมตร ถ้าหากไม่ได้ขับรถมาสามารถใช้บริการถบัสสีเขียวสายเชียงราย เชียงแสน จากสถานีขนส่งเชียงใหม่ จากนั้นต่อรถสองแถว สายเชียงราย- สบรวก ที่หน้าตลาดเชียงแสน

ทะเลสาบเชียงแสน


       

           ทะเลสาบเชียงแสน หรือ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบ่งคาย มีชื่อเสียงในหมู่นักดูนกเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของนกน้ำและนกทุ่งจำนวนมาก ในฤดูหนาวจะมีนกอพยพจากต่างถิ่นจำนวนมหาศาล รวมทั้งนกพันธุ์หายากมากมาย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีกิจกรรมให้ได้สนุกเพลิดเพลินกันทั้งครอบครัว หรือถ้าหากมากันเป็นคู่ก็โรแมนติกเหลือประมาณ ทั้งผืนน้ำ ผืนป่า และม่านหมอกในฤดูหนาว
    ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เป็นหนองน้ำเล็กๆ แต่ต่อมามีการสร้างฝ้ายกั้นน้ำทำให้น้ำล้นกลายเป็นทะเลสาบ ได้รับการดูแล ถือเป็นเขตอนุรักษ์ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทะเลสาบแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงแสนมาทางทิศใต้เพียง 5 กิโลเมตร บรรยากาศสงบ ร่มรื่น เหมาะที่จะมาพักผ่อน บริเวณรอบทะเลสาบเป็นเนินเตี้ยๆ มีรีสอร์ทให้บริการที่พัก ให้เช่าจักรยาน และเรือแคนูให้พายเล่นรับลมในทะเลสาบ นอกจากนี้ยังสามารถกางเต็นต์ค้างคืนได้ริมน้ำเพื่อตกปลา หรือรอชมภาพพระอาทิตย์ดวงโตสีแดงตกคล้อยลงไปตามเส้นขอบฟ้าตัดกับผืนน้ำ สวยงามน่าประทับใจ อีกทั้งยังมีสะพานไม้เป็นทางเดินศึกษาธรรมชาติ และจุดที่โดดเด่นที่สุดคือ ได้เฝ้าดูนกทุ่งและนกน้ำนานาชนิด โบยบินไปมาเป็นฝูง จิกหาอาหารตามพื้นดิน หรือทอดตัวอยู่ในน้ำนิ่งของทะเลสาบ ที่นี่เป็นแหล่งรวมของนกเป็ดน้ำที่มีหลากสายพันธุ์และมีจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ตัวอย่างนกที่พบเจอได้ที่นี่ เช่น นกโปชาดหลังขาว เป็ดดำหัวสีน้ำตาล เป็นต้น ช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่จะมาเยือนทะเลสาบเชียงแสนคือ ฤดูหนาวเมื่ออากาศเย็นสบาย มีลมมรสุมจากทางตอนเหนือของประเทศ จะมีฝูงนกมากมายบินมาอาศัยอยู่ที่นี่หลบลมหนาว เช่น เป็ดไบคาล เป็ดหัวเขียว เป็ดพม่า เป็ดปากสั้น เป็ดเทาพันธุ์อินเดีย เป็นต้น ซึ่งหลายชนิดหายากและมีสีสันสวยงาม เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เสียค่าใช้จ่าย
    การเดินทาง: เริ่มจากสถานีขนส่งจังหวัดเชียงรายใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 เมื่อถึงทางแยกไปอำเภอเชียงแสน ระยะทาง 33 กิโลเมตร ให้เปลี่ยนเส้นทางไปทางหลวงหมายเลข 1016 อำเภอแม่จัน – อำเภอเชียงแสน ถึงกิโลเมตรที่ 27 ณ บ้านกู่เต้า เปลี่ยนไปใช้เส้นทาง ร.พ.ช. สายบ้านกู่เต้า – ดอยงาม ขับประมาณ 2 กิโลเมตรจะถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย รวมระยะทางทั้งหมด จากจังหวัดเชียงราย – เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ราวๆ 62 กิโลเมตร มีป้ายขนาดใหญ่หน้าทางเข้าสังเกตง่าย
    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม: เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย (ทะเลสาบเชียงแสน)หมู่ 3 ตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โทร.08-5716-6549

ดอยหัวแม่คำ

ดอยหัวแม่คำ



     

        ดอยหัวแม่คำ    แม้อาจจะชื่อไม่คุ้นหูเท่าดอยตุง แต่รับรองได้ว่า สงบ สวยงามและน่าแวะมาเที่ยวไม่ยิ่งหย่อนกันเลย เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นดอยสูงอากาศดี วิวทิวทัศน์สวยแล้ว ยังมีวัฒนธรรมชาวเขาให้ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด รวมถึงจุดท่องเที่ยวกว่า 4 จุดที่น่าสนใจ
ดอยหัวแม่คำอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,850 เมตร เป็นดอยสูงที่มีชื่อเสียงมากจากทุ่งดอกบัวตองสีเหลืองทองที่บานสะพรั่งเต็มยอดดอยในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอากาศจะหนาวเย็น และยอดดอยสูงทำให้มองเห็นทิวทัศน์ของขุนเขาที่สลับซับซ้อนละเลียดไปกับก้อนเมฆใต้ผืนฟ้ากว้างไกลสุดสายตา ยิ่งถ้าเป็นเวลาพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า จะเห็นแสงสีเหลืองอมส้มเปล่งประกายอยู่หลังปุยเมฆแหวกผ่านทะเลหมอกออกมาช้า ๆ สวยงามราวกับมองภาพของสรวงสวรรค์ เป็นที่ติดตาตรึงใจมากๆ ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวก็จะได้พบกับชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น เผ่าลีซอ ม้ง และอาข่าที่อาศัยอยู่ที่นี่กันอย่างสงบสุข เครื่องแต่งกายที่มีเอกลักษณ์และวิถีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ประทับใจมิรู้ลืม จุดแวะที่สำคัญของดอยหัวแม่คำคือ
1. หมู่บ้านหัวแม่คำ เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขา จะเป็นสถานที่จัดงานวัฒนธรรมชาวดอยดอกบัวตองบานที่หัวแม่คำซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ให้นักท่องเที่ยวได้ทานขันโตก ชมการประกวดธิดาหัวแม่คำ ทำบุญตักบาตร ชมดอกบัวตอง และอื่น ๆ ทั้งสนุกกับวัฒนธรรมและชื่นชมบรรยากาศอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าไม่ควรพลาดเด็ดขาดเพราะจัดขึ้นปีละครั้งเท่านั้น อีกหนึ่งเทศกาลคือ  ในช่วงเวลาซึ่งตรงกับตรุษจีนของทุกปี ชาวลีซอจะจัดงานประเพณีกินวอ ซึ่งเปรียบเสมือนวันขึ้นปีใหม่ ในวันนั้นชาวลีซอแต่งกายสวยงาม มีการกินเลี้ยง เต้นระบำ 7 วัน 7 คืน
2. วนอุทยานดอยหัวแม่คำ อยู่ห่างจากหมู่บ้านหัวแม่คำประมาณ 2 กม. เป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุด สูงที่สุด ต้องใช้รถยนต์เท่านั้นจึงจะเดินทางมาที่นี่ได้
3. ศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงหัวแม่คำ เป็นสถานที่เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปลูกไม้เมืองหนาว และมีการจำหน่ายจ่ายแจกพันธุ์พืชต่าง ๆ
และปลายทางสุดท้าย 4. น้ำตกหัวแม่คำใหญ่ อยู่ห่างจากหมู่บ้านไม่มากนักแต่จะต้องเดินเท้าต่อเข้าไปหลังจากขับรถไปถึง น้ำใสเย็นจัด เป็นแหล่งน้ำสำคัญของหมู่บ้าน เป็นน้ำตกขนาดกลางไหลลดหลั่นกัน ลงเล่นน้ำได้
ที่นี่มีบริการที่พักและเปิดให้เช่าเต็นท์ได้ ทั้งหมดราคาย่อมเยา

การเดินทาง: ดอยหัวแม่คำอยู่ที่ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จากเชียงรายใช้เส้นทางเดียวกับทางขึ้นดอยแม่สลองสายเก่า ทางหลวงหมายเลข 1130 แล้วเลี้ยวขวาที่สามแยกอีก้อ ผ่านบ้านเทอดไทย ไปจนถึงบ้านแม่คำ ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 100 กิโลเมตร บ้านหัวแม่คำอยู่เกือบสุดชายแดน เส้นทางเป็นทางลูกรังคดโค้งไปตามทิวเขา ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง มีป้ายบอกไปวนอุทยานหัวแม่คำให้ขับตามป้าย จะเห็นศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงดอยหัวแม่คำ หมู่บ้านหัวแม่คำและวนอุทยานอยู่ใกล้ๆกัน สามารถสอบถามเส้นทางอย่างละเอียดได้จากเจ้าหน้าที่ในศูนย์เกษตร ควรมีรถยนต์ส่วนตัวเพราะเดินทางค่อนข้างยากจากจุดท่องเที่ยวหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเนื่องจากเป็นภูมิทัศน์ของยอดดอยสูง ถ้าหากต้องการโดยสารรถประจำทาง มีสองแถวให้ขึ้นจากตัวเมืองเชียงรายสาย เชียงราย-ป่าซาง คนละ 18 บาท จากนั้นต่อสองแถวอีก 2 ครั้ง คือ สองแถวสีฟ้าสายป่าซาง-บ้านเทอดไทย ราคาคนละ 60 บาท หรือเหมารถทั้งคันหากไม่ต้องการรอนาน ต่อมาจะต้องเหมารถจากบ้านเทอดไทยไปดอยหัวแม่คำ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม:เจ้าหน้าที่วนอุทยานดอยหัวแม่คำ 089 855 7475  เกษตรที่สูงหัวแม่คำ โทร. 0 5391 8101 หรือ คุณมาลี โทร. 0 5360 9106, 08 6192 0170, 08 7192 0551

แม่น้ำกก



แม่น้ำกก
แม่น้ำกก เป็นแม่น้ำที่คอยหล่อเลี้ยงชาวเชียงราย มีต้นน้ำอยู่ในบริเวณเทือกเขาชายแดนพม่า ไหลเข้าเขตไทยที่ท่าตอน  ไหลผ่านตัวเมืองเชียงรายไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่บ้านสบกก เชียงแสน มีความยาวรวมทั้งสิ้น 130 กิโลเมตร แม่น้ำแห่งนี้มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมล้านนา เพราะพบการตั้งเมืองอยู่โดยรอบลำน้ำ สำหรับชื่อแม่น้ำกกนั้น อาจมีที่มาจากต้นกกที่ขึ้นเรียงรายอยู่ริมน้ำ ปัจจุบันแม่น้ำกกแห่งนี้มีทัศนียภาพที่สวยงาม เหมาะแก่การไปพักผ่อนอย่างยิ่ง
การมาเที่ยวแม่น้ำกกนั้น จุดเด่นสำคัญคือการล่องเรือไปตามลำน้ำ เพื่อชมธรรมชาติสองฟากฝั่งน้ำ โดยเริ่มจากท่าเรือสะพานแม่ฟ้าหลวงในตัวเมืองไปยังบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร หมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะแก่การท่องเที่ยงแบบขี่ช้างชมวิถีชีวิตชาวเขา  เช่น ชาวอีก้อ ชาวลีซอ ลาหู่ ไทลือ ม้ง มีการแสดงวัฒนธรรมชนเผ่า ร้านของที่ระลึกและหากใครอยากพักค้างคืนก็มีโฮมสเตย์ไว้บริการ หากมากันเป็นหมู่คณะ ควรติดต่อล่วงหน้าอย่างน้อย  3 วัน ที่ อบต.แม่ยาว หมายเลขโทรศัพท์ 05-373-7359-11 อัตราค่าบริการขี่ช้างขึ้นอยู่กับระยะทางแต่ละเส้น  ส่วนค่าเรือนั้น ค่าเช่าเรือเหมาลำ 900-1000 บาท นั่งได้ 8 คน ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ  1 ชั่วโมง
    ขึ้นชื่อเรื่องล่องน้ำแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกเช่น กิจกรรมเหมาะกับคนที่ชอบผจญภัยอย่างการล่องแก่ง และการล่องแม่น้ำอย่างอิสระด้วยการพายเรือคายัด  กิจกรรมเด่นอีกอย่างหนึ่งเมื่อมาที่นี่คือการอาบน้ำแร่-แช่น้ำพุร้อน ตลอดเส้นทางลำน้ำกกแห่งนี้มีแหล่งอาบน้ำแร่หลายที่ เช่น บ่อน้ำร้อนห้วยหมากเหลี่ยม น้ำพุร้อนโป่งพระบาท และน้ำพุร้อนผาเสริฐซึ่งใกล้กับหมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร เป็นต้น
    นับว่าแม่น้ำกกควรค่าแก่การมาเยี่ยมเยือนอย่างยิ่ง เพราะให้ความสนุกครบรส ทั้งตื่นเต้น ผจญภัยจากการล่องแม่น้ำ สัมผัสความงามจากธรรมชาติสองฝั่งน้ำ ตื่นตากับวัฒนธรรมชาวเขาเผ่าต่างๆ และได้รักษาสุขภาพจากการแช่น้ำพุร้อนธรรมชาติอีกด้วย

วัดพระธาตุดอยจอมทอง



           วัดพระธาตุดอยจอมทอง   เป็นอีกหนึ่งวัดพระธาตุจากจำนวนพระธาตุมากมายที่กระจายตัวอยู่ในจังหวัดเชียงราย ที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่เกี่ยวเนื่องกับประวัติของเมืองเชียงราย ซึ่งชื่อพระธาตุจอมทองนั้นเป็นมงคลนามแห่งเมืองเชียงราย พระเจดีย์ประธานของวัดพระธาตุดอยจอมทอง มีลักษณะเป็นเจดีย์ล้านนาพุกามหุ้มทองสวยงามน่าชม
ประวัติ: สันนิษฐานว่าวัดนั้นได้มีมาก่อนที่พ่อขุนเม็งรายจะมาพบพื้นที่และสร้างเป็นเมืองเชียงราย ในปี พ.ศ. 1815 อีก โดยอ้างตามหลักฐานปรากฏในหนังสือพงศวดารโยนกของพระยาประชากรจักรกล่าวไว้ว่า เมื่อพระพุทธศาสนามีอายุราวๆ 936 ปีแล้วนั้น มีพระเถระเจ้ารูปหนึ่ง ชื่อว่า พระพุทะโฆษา เป็นชาวโกศล ได้ออกเดินทางไปลังกาทวีป เพื่อนำคัมภีร์พระไตรปิฏก แห่งลังกาทวีปมาสู่สามัญทวีปและพุกามประเทศ   ต่อมาก็ได้นำเข้ามาสู่โยนกนครไชยบุรีศรีเชียงแสน ในอาณาจักรไทย โดยในวันจันทร์ขึ้น 5 ค่ำเดือน 6 ปีชวด พ.ศ. 1483 ได้นำพระบรมสารีริกธาตุ 3 ขนาดรวม 16 องค์ มาถวายแก่พระเจ้าพังคราช เจ้าเมืองโยนกนาคพันธ์ในขณะนั้น พระองค์ได้แบ่งได้แบ่งเป็นพระธาตุขนาดใหญ่หนึ่ง ขนาดกลางสองรวมสามองค์ส่งให้พญาเรือนแก้ว เจ้าเมืองไชยนารายณ์ (บริเวณอำเภอเวียงชัยในปัจจุบัน) ส่วนหนึ่งบรรจุลงมหาสถูปบนดอยทอง ขนานนามว่าพระธาตุดอยจอมทอง เพื่อเป็นมงคลนามของเมือง ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันกับที่บรรจุลงมหาสถูปบนดอยทองนั้นเอง พระเจ้าพังคราชก็ได้นำพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลือไปเก็บรักษาไว้ที่ดอนน้อย ในปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ วัดพระธาตุจอมกิตติ
ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจยิ่ง สมาคมท่องเที่ยวเชียงรายได้มีการจัดแพ็คเกจทัวร์พระธาตุ 9 จอมด้วย หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่  โทร 053-601299
การเดินทาง: จากห้าแยกพ่อขุนเม็งรายมหาราช เข้าถนนอุตรกิจไปจนถึงสี่แยกพหลโยธิน (สายใน) เลี้ยวขวาผ่านหน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และสถานีตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสิงหไคล ผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือ แล้วขับตรงไปจนถึงปากทางเข้าศาลากลางจังหวัด จึงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนไตรรัตน์ ผ่านวัดพระแก้ว เลี้ยวขวาผ่านโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม เลี้ยวขวาอีกครั้งหนึ่งขึ้นดอยทองผ่านวัดงำเมืองไปประมาณ 350 เมตร ก็จะถึงปากทางขึ้นพระธาตุดอยจอมทอง
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม: วัดพระธาตุดอยทอง ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โทร 0-5371-6055

วัดร่องขุ่น

       


    วัดร่องขุ่น       เป็นศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเชียงราย โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่มีลวดลายอ่อนช้อยและสีขาวโพลน สวยงามมากยามต้องแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาที่คอยเตือนใจผู้ที่แวะมาสักการะอีกด้วย
วัดร่องขุ่นเริ่มสร้างตั้งแต่พ.ศ. 2540 เป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ในอดีตวัดร่องขุ่นเป็นวัดเล็กๆ บนพื้นที่ 3 ไร่ที่เสื่อมโทรม ต่อมาอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตกรจังหวัดเชียงราย ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในปี พ.ศ. 2554 ได้ตัดสินใจที่จะปรับปรุงวัดในบ้านเกิดแห่งนี้ใหม่ ด้วยแรงศรัทธาในศาสนาและความปรารถนาที่จะสร้างสมบัติให้กับประเทศไทย และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จากคำกล่าวที่ว่า “ผมหวังที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมให้ปรากฏเป็นงาน ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งของโลกมนุษย์นี้ให้ได้ เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของประเทศชาติของผมไปสู่มวลมนุษยชาติทั้งโลก” โดยอาจารย์เฉลิมชัยออกแบบและลงมือก่อสร้างเองด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว รวมถึงเงินบริจาคที่จำกัดให้บริจาคได้ไม่เกินครั้งละ 10,000 บาท เพื่อแสดงเจตนารมย์ว่าสร้างด้วยศรัทธาและเพื่อศิลปะล้วนๆ ไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใด



วัดร่องขุ่นมีตัวอุโบสถเป็นสีขาวบริสุทธิ์ดูสะอาดตาและโดดเด่นเป็นสง่า อีกทั้งยังประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการ ทั้งช่อฟ้า ใบระกา และลวดลายอ่อนช้อยอื่นๆ อีกมากเป็นเชิงชั้นลดหลั่นกันไป หน้าบันประดับด้วยพญานาค ทั้งยังมีการประดับกระจกระยิบระยับ ซึ่งมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ สีขาวหมายถึง พระบริสุทธิคุณ ส่วนกระจกหมายถึงพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่ส่องแสงโชติช่วงไปกว้างไกล ตัวพระอุโบสถสร้างอยู่บนเนินเตี้ยๆ ที่มีทะเลสาบใสสะอาดสะท้อนเงาอาคาร ทางเดินเข้าอุโบสถที่สะพานทอดยาวอันหมายถึง การเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิ ส่วนบนของหลังคาโบสถ์ได้นำหลักธรรมอันสำคัญยิ่งของการปฏิบัติจิต 3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มาแสดงออกในรูปของสัตว์ในช่อฟ้าชั้นต่างๆ นอกจากนี้ภายในยังมีภาพจิตกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถและห้องแสดงภาพวาด ฝีมืออาจารย์เฉลิมชัยอีกมากมายที่ไม่ควรพลาดชม เปิดให้ชมทุกวัน 06.30 – 18.00 น. ห้องแสดงภาพเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.30 น. วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.00-18.00 น.
การเดินทางมาวัดร่องขุ่น สามารถใช้เส้นทางถนนสายเชียงราย-กรุงเทพฯ ถ้ามาจากกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ วัดร่องขุ่นจะอยู่ก่อนถึงตัวเมืองเชียงราย 13 กิโลเมตร ตรงหลักกิโลเมตรที่ 816 ถนนพลหลโยธิน (หมายเลข 1 / A2) เลี้ยวขวาที่สามแยกทางไปน้ำตกขุนกรณ์ ประมาณ 100 เมตร วัดอยู่ซ้ายมือ หรือ สามารถขึ้นรถสองแถวสีน้ำเงินได้ที่สถานีขนส่งเชียงรายเก่าและลงปากทางเข้าวัด
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม: วัดร่องขุ่น โทรศัพท์ 0 5367 3579, ททท. สำนักงานเชียงราย โทรศัพท์ 0 5371 7433 และศูนย์บริหารจัดการการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ 0 5371 5690
*หมายเหตุ* เนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2557 จึงทำให้วัดเกิดความเสียหายหลายจุด

วัดพระสิงห์

วัดพระสิงห์



              วัดพระสิงห์  นั้นเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน ชาวบ้านศรัพทธาเลื่อมใสกันมาก เฉกเช่นเดียวกับที่ชาวเชียงใหม่นิยมเข้าวัดพระสิงห์ที่เชียงใหม่กัน พระสิงห์นั้นเป็นชื่อของ พระพุทธสิหิงค์ ปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา สวยงามวิจิตร เป็นองค์พระที่ชาวไทยนับถือกันอย่างแพร่หลาย โดยในอดีตเมื่อราวๆ ปี 1924 นั้น เจ้าพรหมผู้ครองเมืองเชียงรายได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์องจริงมาใช้เป็นแบบหล่อองค์จำลองขึ้น แล้วประดิษฐานไว้ที่วัดพระสิงห์แห่งนี้ ปัจจุบันวัดพระสิงห์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
นอกจากพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงแล้ว สถาปัตยกรรมของวัดเองก็มีความโดดเด่น น่าสนใจเป็นอย่างมาก ตัวอุโบสถตกแต่งอย่างสวยงามแบบล้านนา ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี สร้างด้วยไม้ทั้งหมด สิ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชมเป็นอย่างยิ่งคือ บานประตูขนาดใหญ่ของอุโบสถ ซึ่งแกะสลักเป็นเรื่องราวปริศนาธรรมแทนธาตุทั้ง 4โดยปรากฏเป็นรูปสัตว์ทั้ง 4 ชนิด คือ ช้าง แทน ธาตุดิน นาก แทน ธาตุน้ำ ครุฑ แทน ธาตุลม  และสิงโต แทน ธาตุไฟ ออกแบบโดย ถวัลย์ ดัชนี และแกะสลักโดยสล่าอำนวย  บัวงาม ศิลปินมากฝีมือ ส่วนในทิศตะวันตกด้านหลังพระอุโบสถมีพระเจดีย์เก่าแก่ที่ได้รับการบูรณะทาสีทองสวยสง่า แล้วยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองบนแผ่นศิลา สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราช มีจารึกอักษรขอมโบราณ ว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมาให้ได้ชมอีกด้วย ภายในวัดบรรยากาศร่มรื่น มีต้นไม้สำคัญทางพุทธศาสนาสองชนิดปลูกอยู่ด้วยคือ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้นำเข้ามาปลูกจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย และต้นสาละลังกา ซึ่งนำมาจากประเทศศรีลังกา เปิดบริการทุกวันเวลา 08.00 - 17.00
การเดินทาง: อยู่ในตัวเมืองใกล้ศาลากลางจังหวัด ใช้เส้นทางเดียวกับวัดพระแก้ว โดยเมื่อถึงห้าแยกพ่อขุนเม็งรายกลางตัวเมืองเชียงรายให้เลี้ยวซ้ายแล้วตรงไปเรื่อยๆ จะถึงวัดพระสิงห์ อยู่ติดกับ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภาคเหนือ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม: โทร. 0 5374 5038 หรือ สำนักงาน ททท ภาคเหนือจังหวัดเชียงราย โทร. 0 5371 7433, 0 5370 0051-2

กู่พระเจ้าเม็งราย

กู่พระเจ้าเม็งราย

    จังหวัดเชียงรายเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ได้มีการบันทึกเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้น ณ อาณาจักรแห่งนี้ไว้มากมายซึ่งถือว่าเป็นยุคแห่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญยุคหนึ่งของประเทศไทยในประวัติศาสตร์ช่วงแรกๆเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะที่มีความเกี่ยวพันกับเรื่องดินแดนการเมืองการปกครอง วัฒนธรรมรวมไปถึงผู้ปกครอง ซึ่งผู้ที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัดเชียงรายก็คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อของพระเจ้าเม็งราย หรือพ่อขุนเม็งราย ซึ่งจังหวัดเชียงรายนอกจากจะมีอนุสาวรีย์สามกษัตริย์แล้ว กู่พระเจ้าเม็งรายก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เป็นอนุสาวรีย์ที่สำคัญแห่งหนึ่งเนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นที่เก็บและบรรจุอัฐิของพ่อขุนเม็งรายมหาราชอดีตเจ้าเมืองแห่งดินแดนนี้ กู่พระเจ้าเม็งรายตั้งอยู่หน้าวัดงำเมือง บนดอยงำเมือง นอกจากนี้ตามประวัติกล่าวว่าพระเจ้าไชยสงครามราชโอรสพระเจ้าเม็งรายเมื่อได้มอบราชสมบัติให้พระเจ้าแสนภูราชโอรสขึ้นครองนครเชียงใหม่ แล้วพระองค์ได้นำอัฐิพระราชบิดามาประทับอยู่ที่เมืองเชียงราย และได้โปรดเกล้าฯ สร้างกู่บรรจุอัฐิของพระราชบิดาไว้ ณ ดอยงำเมืองแห่งนี้ซึ่งก็คือกู่เม็งรายแห่งนี้นี่เอง

วิธีการเดินทาง
    ในการเดินทางมายังกู่พระเจ้าเม็งรายนั้น กู่พระเจ้าเม็งรายนั้นตั้งอยู่หน้าวัดงำเมืองบนดอยงำเมือง หากเดินทางโดยรถยนต์ก็สามารถที่จะเลือกใช้เส้นทางจากวัดพระแก้วแล้วเลี้ยวขวาที่สี่แยกเพื่อเข้าไปยังถนนเรื่องนคร จากนั้นก็ให้ตรงต่อไปอีกประมาณครึ่งกิโลเมตร ถนนเสนนี้ก็จะไปบรรจบถนนงำเมืองซึ่งเป็นสามแยกศูนย์คมนาคม หลังจากนั้นก็ให้เลี้ยวขวาแล้วตรงต่อไปอีกประมาณ 300 เมตรก็จะพบกู่พระเจ้าเม็งราย

อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช

อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช
 


                        อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช  ตั้งอยู่ที่ถนนห้าแยกพ่อขุนเม็งราย ถนนเชียงราย-แม่จัน (ติดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์) ในเขตเทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตามประวัตินั้น พ่อขุนเม็งรายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์ลวะ เป็นโอรสของพญาลาวเม็งและพระนางเทพคำขยาย หรือพระนางอั้วมิ่งจอมเมืองประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ พุทธศักราช 1782 และเสด็จสวรรคตที่เมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1854 รวมพระชนมายุได้ 72 พรรษา สถูป (กู่) บรรจุพระอัฐิหรือ กู่พญามังรายมหาราช ตั้งอยู่ที่วัดงำเมือง
 การสร้างบ้านแปลงเมืองของท่าน พ่อขุนเม็งรายได้สร้างเมืองเชียงรายขึ้นบนดอยทอง จากรากฐานเดิมที่เคยเป็นเมืองมาก่อน เมื่อปี พ.ศ. 1805 ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์มังรายและรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยเข้าเป็นอาณาจักรล้านนาไทยจนเจริญรุ่งเรืองจวบจนปัจจุบัน
อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย มีลักษณะเป็นพระรูปของพระองค์หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ขนาดหนึ่งเท่าครึ่ง  ทรงฉลองพระองค์ด้วยเครื่องทรงพระมหากษัตริย์แบบล้านนาโบราณ ประทับยืนบนฐานสูงประมาณ 3 เมตร ทรงถือดาบด้วยพระหัตถ์ซ้ายแนบกับพระเพลา ทรงสวมมาลัยพระกรและสวมพระธำมรงค์ที่พระหัตถ์ขวาตรงนิ้วนางและนิ้วก้อย และตรงนิ้วชี้ที่พระหัตถ์ข้างซ้าย และทรงฉลองพระบาท ปัจจุบันมีตุงหลวงเฉลิมพระเกียรติสีทองอร่ามขนาดใหญ่ประดับอยู่ทางด้านหลังอนุสาวรีย์ด้วย สำหรับฐานใต้พระบรมรูปมีคำจารึกว่า "พ่อขุนเม็งรายมหาราช พ.ศ.1782 - 1860 ทรงสร้างเมืองเชียงรายขึ้นเป็นเมืองแรกเมื่อ พ.ศ. 1805 ทรงสถาปนาอาณาจักรล้านนาไทยให้เป็นปึกแผ่น และทรงสร้างความสามัคคีระหว่างชนชาติไทย"

อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย แห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของชาวเชียงรายและคนล้านนาเป็นอย่างมาก มีผู้คนมาสักการะทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่ขาดสาย หากใครได้ไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงราย ก็ควรเดินทางไปสักการะพ่อขุนเม็งรายเป็นที่แรก เหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่าได้ไปถึงจังหวัดเชียงรายแล้วจริงๆ